บทว่า ทกฺขิเณน ความว่า ก็เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประทับยืน ก็ดี ประทับนั่งก็ดี บรรทมก็ดี เมื่อจะทรงพระดำเนิน ทรงก้าวพระบาท
เบื้องขวาก่อน. ได้ยินว่า นี้เป็นพระปาฏิหาริย์โดย ๗ ส่วน. บทว่า นาติทูเร
ปาทํ อุทฺธรติ ความว่า ทรงยกพระบาทเบื้องขวานั้น ทรงพระดำริว่า จะไม่
ทรงวางพระบาทให้ไกลนัก. คือทรงยกพระบาทขวาไกลนัก พระบาทซ้ายจะ
ถูกลากไป แม้พระบาทเบื้องขวา ก็ไปไกลไม่ได้ จะพึงวางอยู่ชิด ๆ กันทีเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ ย่อมชื่อว่า เป็นการจำกัดก้าวไป. แต่เมื่อย่างพระบาทเบื้อง ขวาพอประมาณ แม้พระบาทเบื้องซ้าย ก็ย่อมยกขึ้นพอประมาณดุจกัน . เมื่อ ยกพอประมาณ แม้ทรงวาง ก็วางได้พอประมาณเหมือนกัน. ด้วยการทรง พระดำเนินอย่างนี้ หน้าที่ของพระบาทเบื้องขวาของพระตถาคตเจ้า ก็ย่อมเป็น อันกำหนดแล้วด้วยพระบาทเบื้องซ้าย หน้าที่ของพระบาทเบื้องซ้ายก็เป็นอัน กำหนดแล้วด้วยพระบาทเบื้องขวา บัณฑิตพึงทราบด้วยประการฉะนี้.
บทว่า นาติสีฆํ ความว่า ไม่ทรงพระดำเนินเร็วเกินไปเหมือนภิกษุ เดินไปเพื่อรับภัตรในวิหาร เมือเวลาจวนแจแล้ว.๑ บทว่า นาติสนิกํ ความ ว่า ไม่ทรงพระดำเนินช้านัก เหมือนอย่างภิกษุที่มาภายหลังย่อมไม่ได้โอกาส
ฉะนั้น. คำว่า อทฺธเวน อทฺธวํ คือ พระชันนุกระทบกับพระชันนุ เข่ากับ เข่า
กระทบกัน.
บทว่า น สตฺถึ ความว่า ทรงยกพระอูรุสูงขึ้นเหมือนเดินไปในน้ำ
ลึก. บทว่า น โอนาเมติ ความว่า ไม่ทรงทอดพระอูรุไปข้างหลัง เหมือน
การทอดเท้าไปข้างหลังของคนตัดกิ่งไม้. บทว่า ไม่ทรงเอนไป คือ ไม่ทรง
ทำให้ติดกัน เหมือนย่ำเท้ากับที่ซึ่งเปียกแล้ว. บทว่า ไม่ทรงโคลงไป คือ
๑. ฎีกา อุปกฏฺาย เวลาย