นางเขมาเถรีนั้น ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อประกาศความที่ตนหมดความ กำหนัด ในกามทั้งปวง ๑ ความที่ผู้นั้นเป็นมาร ๑ ความไม่เลื่อมใสที่มี กำลังของตนในเหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอัตตา ๑ และความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว ๑ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
เราอึดอัดเอือมระอาด้ายกายอันเปื่อยเน่า กระสับ-
กระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกามตัณหา
ได้แล้ว กามทั้งหลายมีอุปมาด้วยหอกและหลาว มี
ขันธ์ทั้งหลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ ความยินดีในกาม
ที่ท่านพูดถึงไม่มีแก่เราแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลิน
ในกามทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา]
เสียแล้ว ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่าน
ถูกเรากำจัดแล้ว พวกคนเขลา ไม่รู้ตามความ
เป็นจริง พากันนอบน้อมดวงดาวทั้งหลาย บำเรอไฟอยู่
ในป่าคือลัทธิ สำคัญว่าเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนเราแล
นอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ
จึงพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอน
ของพระศาสดา.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อคฺคึ ปริจรึ วเน ได้แก่ เที่ยวบูชา
ไฟอยู่ในป่าคือตบะ. บทว่า ยถาภุจฺจมชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้เรื่องราวตาม
เป็นจริง. คำที่เหลือในที่นี้ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้วในหนหลัง.