เนื้อความของคาถาเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ในเวลาจบคาถา ภิกษุณีอภิรูปนั้นทาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑
ในพระนครอรุณวดี มีกษัตริย์พระนามว่า
อรุณราช หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติ
ร่วมกัน ในกาลนั้น หม่อนฉันอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่าง
นี้ว่า บุญกุศลที่พอจะถือเอาไปได้ เราไม่ได้ทำไว้เลย
เราจะต้องตกนรกที่มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้าย
แรงแสนทารุณเป็นแน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้ ครั้น
คิดอย่างนี้แล้วหม่อมฉันทำใจให้ร่าเริงเข้าเฝ้าพระราชา
กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อนฉันเป็นหญิง
ย่อมติดตามชายทุกเมื่อ ขอพระองค์โปรดประทาน
สมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน
พระเจ้าข้า พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรม
อันทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันดีใจรับบาตรของ
ท่านเอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้
ถวายผ้าคู่หนึ่งซึ่งมีราคาเป็นพันให้ท่านครอง ด้วย
กุศลกรรมที่ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่
หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ได้เป็นมเหสีของเทวราชหนึ่งพันองค์ ได้เป็นมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และได้เป็นมเหสี
ของพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้
ได้บุญมีอย่างต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งเกิดแต่ผลกรรมที่
๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๓ และ ๑๗๖ อปปลทายิกาเถรีอปทาน.