แห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยาม
แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุให้หมดจด ในปัจฉิมยาม
แห่งราตรี ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความ
มืดได้ ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกายอยู่
ในราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืด
แล้ว จึงเหยียดเท้าออกได้.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระ
เขมาเถรี. บทว่า โพชฺฌงฺคฏฺงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่โพชฌงค์ ๗ และอริย-
มรรคมีองค์ ๘. บทว่า อุตฺตมตฺถสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุพระอรหัต หรือนิพพานเท่านั้น.
บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ด้วยปีติและสุข เนื่องด้วยผลสมาบัติ. บทว่า กายํ ได้แก่ นามกายที่ประกอบกัน และรูปกายที่ไปตามนามกายนั้น. บทว่า ผริตฺวา ได้แก่ ถูกต้องหรือซึมซาบไป. บทว่า สตฺตมิยา ปาเท ปสาเรสึ ความว่า นับจากวันเริ่มวิปัสสนาไปในราตรีที่ ๗ ข้าพเจ้าจึงคลาย
การนั่งขัดสมาธิเหยียดเท้าได้. ถามว่าทำลายกองแห่งความมืดได้อย่างไร. ตอบ
ว่า ทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยทำลายด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ. คำที่เหลือ มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.