ปลายผมลงมาเบื้องต่ำ ด้วยญาณจักษุ ก็คาถานี้เป็นคาถาที่บุตรกล่าวให้โอวาท
แก่พระเถรีนั้น. พระเถรีฟังคาถานั้นแล้วบรรลุพระอรหัต เปล่งอุทานกล่าว
คาถาที่หนึ่งนั้นแหละ เป็นการบูชาอาจารย์เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติของตน จึง กล่าวคาถาที่สองว่า เอวํ วิหรมานาย เป็นต้น.
ในคาถาที่สองนั้น บทว่า เอวํ วิหรมานาย ความว่า เมื่อเราตั้ง อยู่ในโอวาทที่พระอภัยเถระผู้เป็นบุตรให้แล้วโดยนัยว่า อุทฺธํ ปาทตลา เป็นต้น เห็นกายทุกส่วนว่าไม่งาม มีจิตแน่วแน่กำหนดรูปธรรมชนิดมหาภูต- รูปและอุปาทายรูปในกายนั้น และอรูปธรรมมีเวทนาเป็นต้นที่เนื่องด้วยรูป ธรรมนั้น ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาด้วยอนิจจานุปัสสนาญาณเป็นต้นในกาย
นั้น. บทว่า สพฺโพ ราโค สมูหโต ความว่า ราคะทั้งหมดเราถอนคือ
ขุดขึ้นแล้วด้วยอรหัตมรรค ตามลำดับมรรคที่สืบต่อด้วยมรรค ด้วยวุฏฐาน-
คามินีวิปัสสนา. บทว่า ปริฬาโห สมุจฺฉินฺโน ความว่า ต่อจากนั้นแหละ
ความเร่าร้อนคือกิเลสทั้งหมด เราตัดได้โดยชอบทีเดียว และเพราะตัดความ เร่าร้อนคือกิเลสนั้นได้นั่นเอง เราจึงเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทด้วยสอุปาทิ- เสสนิพพานธาตุ.