ว่า ทิฏฺิโย อุปนิสฺสิตา ได้แก่ อาศัย สัสสตทิฏฐิ อธิบายว่า ถือ ทิฏฐิ อนึ่ง คนทั้งหลายอาศัยทิฏฐิความเห็นโดยส่วนใด ก็อาศัยพวกถือลัทธิ. เดียรถีย์โดยส่วนนั้น . บาทคาถาว่า น เต ธมฺมํ วิชานนฺติ ความว่า เดียรถีย์ เหล่าใดอาศัยสัสสตทิฏฐิ ย่อมไม่รู้แม้ปวัตติธรรมตามเป็นจริงว่า นี้เป็นปวัตติ. บาทคาถาว่า น เต ธมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่ ไม่ฉลาดแม้ในนิวัตติธรรมว่า นิวัตติเป็นอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้นหลงงมงายแม้ในทางปวัตติธรรม ไยเล่าจะ ไม่หลงในนิวัตติธรรม.
พระจาลาเถรีครั้นแสดงว่าลัทธิเดียรถีย์ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์อย่างนี้ แล้ว บัดนี้เพื่อวิสัชนาปัญหาว่า แม่นางศีรษะโล้นแม่นางบวชเจาะจงใครหนอ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ. บรรดาคำ เหล่านั้น บาทคาถาว่า ทิฏฺีนํ สมติกฺกมํ ได้แก่ เป็นอุบายก้าวล่วงทิฏฐิทั้ง ปวง คือปลดเปลื้องเสียจากข่าย คือทิฏฐิ. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบ อรรถกถาจาลาเถรีคาถา
๓. อุปจาลาเถรีคาถา
[๔๖๑] พระอุปจาลาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์อัน
อบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษเสพแล้ว. มารผู้มีบาปกล่าวว่า
เหตุไฉน แม่นางจึงไม่ชอบใจความเกิด เพราะ
ผู้เกิดมาแล้ว ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย เชิญแม่นาง