บทว่า กฏุกา ได้แก่ ไม่น่าปรารถนา กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบ ด้วยงูพิษ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า มุจฺฉิตา แปลว่า หมก
มุ่นแล้ว. บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ คิดแน่น ฟุ้งไป อธิบายว่า เกิดขึ้น
แล้ว โดยประการทั้งปวงด้วยกรรมของตน. บทว่า หญฺนฺเต ได้แก่ ถูก
เบียดเบียน. บทว่า วินิปาเต ได้แก่ ในอบาย.
บทว่า อเจตนา ได้แก่ ชื่อว่า ไม่มีใจ เพราะไม่มีเจตนาทำประโยชน์
เกื้อกูลสำหรับตน. บทว่า ทุกฺขสมุทโย รุทฺธา ได้แก่ ถูกปิดแล้วใน
สังสารวัฏที่มีตัณหาเป็นนิมิต. บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ ธรรมอริยสัจ ๔ ที่
ท่านแสดงอยู่. บทว่า อชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้ความ. บทว่า น พุชฺฌเร
อริยสจฺจานิ ได้แก่ ไม่ตรัสรู้อริยสัจ มีทุกข์เป็นต้น.
ด้วยบทว่า อมฺม พระนางสุเมธาตรัสเรียกพระชนนีเป็นสำคัญ. บทว่า เต พหุตรา อชานนฺตา ประกอบความว่า ชนเหล่าใดเมื่อไม่รู้สัจจะที่พระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว ย่อมชื่นชมภพ กระหยิ่มความเกิดในเทวดา ทั้งหลาย ชนเหล่านั้นนั่นแหละมีจำนวนมากกว่าในโลกนี้.
บทว่า ภวคเต อนิจฺจมฺหิ ความว่า เมื่อภพทุกภพไม่เที่ยง ความ เกิดในเทวโลกทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนั้น คนเขลาทั้งหลายก็ยังไม่หวาด
ไม่สะดุ้งไม่สลดใจ. บทว่า ปุนปฺปุนํ ชายิตพฺพสฺส ได้แก่ ผู้เกิดในภพ
ต่อๆ ไป.
บทว่า จตฺตาโร วินิปาตา ได้แก่ คติที่ชื่อว่าวินิบาต เพราะก่อ ตั้งสภาพทั้ง ๔ ได้ง่าย คือนรก กำเนิดเดียรฉาน เปรตวิสัย กำเนิดอสูร ส่วนคติ ๒ ที่เข้าใจกันว่า การเกิดในมนุษย์และเทวดา สัตว์ได้มาทุลักทุเล คือยากลำบาก เพราะบุญกรรมเป็นของที่สัตว์ทำได้ยาก. บทว่า นิรเยสุ ได้แก่ อบายที่เว้นขาดจากสุข.